- แม้ตอนบอกเลิก  ความรักของฉันก็ไม่เคยจางหายไปแม้แต่เสี้ยวเดียว
 
ความรักครั้งนี้เป็นความรักที่ดี  จนกระทั่งถึงวันที่จากลา
 
น้ำตาที่ยังไหลคงเพราะคนที่เดินทางต่อไปกับเขาไม่ใช่เรา
 
วันที่ 26 มีนาคม 2558
เป็นสุดท้ายที่เราจะกลายเป็นความทรงจำของกันและกัน
 
"เราเลิกกันเถอะ  พี่ไม่ได้รักเราแล้ว  พี่มีคนใหม่แล้ว  พี่ไม่สามารถฝืนต่อไปได้อีก  แบบนี้ก็มีแต่เจ็บด้วยกันทั้งสองฝ่าย"  สิ่งนี้เองที่ทำให้ฉันรู้ว่าฉันรักเขามากขนาดไหน
 
ฉันทำให้คนที่ฉันรักทรมานตลอดเวลาที่ฉันเก็บเกี่ยวความสุข  จึงปล่อยมือเพื่อให้เขาได้มีความสุข
 
ไม่มีใครทนเห็นคนที่เรารักเจ็บเพราะเราได้หรอกจริงมั้ย?
 
ยินดีจริงๆที่เขามีคนร่วมทาง  แต่สิ่งหนึ่งที่ติดมากับฉัน  คือความคิดถึงที่ไปไม่ถึง  ความเป็นห่วงที่ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าเค้าสุข ทุกข์  หรือเศร้ายังไงบ้าง  
 
ถึงแม้เขาจะมีคนที่เริ่มต้นด้วยแล้ว  แต่เธอคนนั้นไม่เคยรับรู้เรื่องราวระหว่างเราเลย  เธอไม่เคยรู้ว่าเขามีฉัน  การบอกเลิกใครสักคนก็คงรู้สึกแย่  เขาจะไประบายกับใครได้บ้าง
 
อยากคุยนะ  แค่ได้ยินเสียงก็คงจะดี  เรามีเรื่องราวดีๆระหว่างกันมากมาย  แม้แต่ตอนที่นี้ที่เราต่างก็เป็นอดีต  เรื่องราวดีๆก็ยังชัดเจนเสมอ  ไม่มีภาพเลวร้ายปรากฏให้รู้สึกแย่เลยสักนิด  
 
ฉันเข้าใจทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี  ไม่มีใครผิดในเรื่องนี้  ความรักไม่ใช่เขาหรือเรา  ไม่ใช่ของเรา แต่คือการที่เราหวังดีกับใครสักคนหนึ่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ
 
เราอาจจะเศร้าบ้างเพราะเรื่องราวดีๆที่มีให้กันก็วนเวียนอยู่ตลอด  สิ่งเดียวที่จะทำให้เราดีขึ้น  คือเราต้องยอมรับความรู้สึกดีๆแบบนี้ไปกับเราตลอด  และอยู่กับความจริงให้ได้  สักวันนึงเราจะคิดถึงความรู้สึกดีๆนี้อย่างซาบซึ้งใจ
 
ไม่เคยคิดสักนิดว่ารักคนผิด
 
 
...รักเสมอ... 

ไม่เคยอยากร้องไห้

posted on 25 Nov 2013 22:00 by yawee-apple directory Diary
จะรู้มั้ย ? ว่าเราเบื่อที่จะต้องมานั่งร้องไห้ซ้ำๆทุกๆวัน  ไม่อยากมีครั้งไหนเลยที่เราอยากให้น้ำตาของเรามันไหลออกมาพร่ำเพื่อ  กลางวันเราก็ทำกับข้าวไว้สองที่ตลอด แต่ที่ได้กลับมาคือสุดท้ายแล้วเราก็กินกับข้าวคนเดียว
เธอคิดบ้างมั้ยว่ากับข้าวมันทำง่าย แต่กว่าจะทำออกมาครั้งนึงเราก็คิดแล้วว่าเราอยากทำ ทำอะไรทานคู่กับอะไรถึงอร่อย ตั้งใจทำไม่อยากให้รสชาติมันผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่ทำเสร็จแล้วรับโทรศัพท์จากเธอ เราร้องไห้เพราะอะไร ร้องไห้เพราะเธอนั่นแหละที่ชอบโทรมาตอนเราทำอาหารเสร็จแล้วทุกที วันนี้ก็อุส่าจะโทรไปถามก่อนทำอาหารก็ดันไม่รับโทรศัพท์  เวลาที่เธอตั้งใจกดแป้นคีบอร์ดเล่นเกมเธอดูจริงจังมาก มากจนไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เราไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกยังไงดี เธอดูมีความสุขทุกครั้งเลยที่เธอเล่นเกมมากกว่าเวลาที่เธอคุยกับฉันซะอีก เธอบอกว่าเธอจะใช้กระเป๋าใบที่ฉันวาด ฉันเก็บบ้านวันนี้ฉันก็เห็นมันดูไม่มีค่าอะไรเลยสักนิด ฉันอยากที่จะนั่งดูละครกับเธอ ก็ไม่ดูด้วย ฉันมีเรื่องคุยกับเธอมากมายเลย แต่สุดท้ายฉันก็ต้องนั่งเล่นเงียบๆคนเดียว เธอเล่นเกมอย่างเงียบๆ เงียบมากจนเหมือนอยู่คนละโลก ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันฉันก็รู้สึกเหมือนอยู่คนละบ้านกับเธอ เธอตั้งใจที่จะไม่รับรู้อะไรๆที่มันเกี่ยวกับฉัน เธอมักจะทำในสิ่งที่ฉันร้องขอตอนที่ฉันเสียน้ำตาไปแล้ว บางสิ่งบางอย่างผู้ชายก็ไม่เคยเปิดใจที่รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้หญิงเลย ฉันเสียใจจริงๆนะ ฉันทำทุกอย่างในวันๆนึงมากมายเพื่อที่จะลืมสิ่งที่ทำให้น้ำตามันไหลออกมา มันช่วยได้จริงๆ แต่ถ้าวันหนึ่งฉันจะต้องเจอเรื่องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าฉันควรจะทำอย่างไรดี 

ถึงเธอเชียงใหม่

posted on 29 Oct 2013 08:27 by yawee-apple directory Diary
เมื่อต้องไปเจียงใหม่
 
เป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตในเชียงใหม่เป็นระยะเวลา 10 วันที่ยาวนาน
.. 
ต้องเท้าความว่า เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรากับเพื่อนๆที่เป็นอาสาสมัครครูสอนดนตรี ประมาณ ม.5 
 
ให้กับศูนย์วัฒนธรรมวัดกำแพงงามจังหวัดสุโขทัย ซึ่งเปิดโอกาสให้เด็กๆที่ว่างได้เรียนดนตรีไทยฟรี
 
มีอาหารกลางวันเลี้ยง วันหนึ่งฉันกับเพื่อนอีก 2 คน ได้รับเลือกจากหม่อมหลวงภคเมธี สายสนั่น (พี่หม่อมของพวกเรา)
 
ให้ไปเรียนรู้ดนตรีพื้นเมืองของเชียงใหม่ ที่วัดลอยเคราะห์ โดยได้รับความอนุเคราะห์ที่พักของวัดด้วย 
 
ในการไปครั้งนี้เรากังวลว่า "พี่หม่อม พวกหนูฟังคำเมืองไม่รู้เรื่องนะ จะเข้าใจหรอ"
พี่หม่อมบอกว่า "เห้ย เค้าพูดกลางใส่อยู่แล้วไม่อยากหรอก" เหรอออออออออ
 
ก่อนไปพี่หม่อมเตรียมความพร้อมให้พวกเรา ด้วยการบอกว่าให้ไปขึ้นรถบอกว่าลงที่ "อาเขต"
ที่เชียงใหม่เรียกสถานีขนส่งผู้โดยสารว่า "อาเขต" พอไปถึงให้ต่อรถแดงไปวัดลอยเคราะห์ คนทางนู้นบอกว่าคนละ 20 บาท ถ้าแพงกว่านั้น ให้พวกเอ็งต่อราคาเอาเอง
 
เมื่อถึงวันเดินทาง ไม่มีปัญหาอะไรจนกระทั่งขึ้นรถ บอกคำเดียวว่าเป็นคนไ่ม่ค่อยเมารถ เมาจริงไรจริง  
เบาะข้างหน้ากระเทยขึ้นมาคนนึงน้ำหอมนาง หอมมากจนเหม็นชวนเวียนหัวกันไป เฉพาะระยะทางก็เอาปวดหัวแล้ว  พอถึงลำปางมีผู้โดยสารขึ้นมาอีก น่าจะเป็นคนที่สูบบุหรี่จัดมาก ชวนอ้วกไประยะยาว ไม่รู้ว่าตลอดทางจนถึงอาเขตกลืนอ้วกไปกี่รอบ แต่ที่แน่ๆ อุบัติเหตุเกิดขึ้นตอนถึงอาเขตแล้วแบบว่า ไม่ไหวขอไปที อ้วกกระจาย 
 
เคราะห์กรรมยังไม่หมดเท่านั้น เพราะหลังจากล้วงคอจนอาการหน้าเหลืองการเป็นสดใสดีแล้ว เรายังต้องไปเผชิญกับกับรถแดง ซึ่งคุยกันดังนี้ (คณะเดินทางของเราประกอบด้วย ชาย1 หญิง 2ซึ่งเรียนที่เดียวกันอยู่แล้วทำงานที่เดียวกันอีกส่งตัวมาศึกษาด้วยกันอีก )ทั้งนี้และทั้งนั้นเพื่อนชายเสนอว่า "เราควรจะพูดคำเมือง"
"เห้ยแกพูดได้หรอ" "ไม่ได้อะ ก็พูดแค่ซาวบาทๆไปแค่นั้นแหละ"  เหรออออออออออ จึงรวมหัวกันว่า มึงพูดแล้วกัน
 
เดินไปหารถแดงคนขับรถถามว่าจะไปไหน "วัดลอยเคราะห์ครับ" ภาษากลาง "คนละ 30 บาทขึ้นมาเลย"
"ซาวบาทๆ" เสือกคำเมืองซะงั้น ถึงจะโบกหลายคันแล้วไปไม่ได้ แต่สุดท้ายก็เจอรถแดงใจดี ให้คนหน้าเลือดสามคนนี้อาศัยไปหาที่ซุกหัวนอน ระหว่างนึกขึ้นได้ถึงโทรศัพท์ซึ่งหาไม่เจอ เลยบอกเพื่อนๆให้โทรเข้าให้หน่อย
สิ่งที่ผู้รับสายบอกมาคือ "เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ขณะนี้ " จะตอนไหนซะอีกตอนวิ่งลงรถมาอ้วกนั่นแหละ 10 วันโดยไม่มีเครื่องมือสื่อสารหรือมัลติมีเดียอะไรทั้งนั้น
 
มาถึงวัดลอยเคราะห์บอกคำเดียวว่าพ้นอาเขตมาเชียงใหม่อากาศดีฝุดๆ เราพบกับพระลูกวัดเอาจดมงจดหมายจากหม่อมหลวงให้ ท่านก็พาไปที่พัก อย่างกับรีสอร์ท จัดเตียงนอนให้ 3 เตียง (ผ้าห่ม หมอน ที่นอนไม่ได้เป็นสีเหลืองอน่างที่คิดนะ) เตียงเป็นคล้ายๆกับเตียงไม้ไผ่สาน มีที่นอนนุ่มๆ รองให้พร้อมหมอนและผ้าห่ม ห้องนอนเป็นห้องกระจก ที่หัวนอนมีม่านยาวตั้งแต่หัวจรดเท้า มีเครื่องทำน้ำร้อน น้ำอุ่น น้ำเย็น มีห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ อ่างล้างหน้าให้แยกกัน  
 
หลังจากที่เราเก็บข้าวเก็บของกันเสร็จแล้วก็ตั้งใจจะไปกราบท่านหลวงพ่อเจ้าอาวาส และกราบพระประธานในโบสถ์ 
 
เราได้พบกับท่างหลวงพ่อเจ้าอาวาส ซึ่งบอกคำเดียวว่าท่านถามอะไรมาเราก็พยักหน้ารับหงึกๆอย่างเดียว
เข้าใจว่าท่านคงถามเรื่องการเดินทาง สะดวกสบายมั้ย ที่พักยังไง แต่คำนึงที่มึนไปหมดคือ "ตุ๊เจ้าส่งมาใจ่มั้ย"พูดเร็วแล้วพวกเราก็ ฮะ!!! อะไรนะคะ ท่านเองก็จนปัญญาจะอธิบาย เลยอธิบายไปว่า พระที่เหมือนกับท่านแต่อยู่ที่นู่นส่งมาใช่มั้ย ถึงได้อ๋อกันเลยตอบว่าใช่คะ เราเข้าไปกราบประธานในโบสถ์ บอกได้คำเดียว
สถาปัตยกรรมต่างกันมากกับสุโขทัยทีเ่ราจากมาก เรามองว่าพระทำไมหน้าตาแปลกๆ (บาปมั้ย) สงสัยจริงๆ
รูปทรงเหลี่ยมๆ หน้าตาสั้นๆไม่เรียว ปากเป็นสีแดง (พระพุทธรูปทาปาก) พอเดินออกมาจากโบสถ์เห็นเหล่าเณรเดินมาเป็นกลุ่มก็ว่าหน้าตาเหมือนพระประธาน เหมือนตุ๊เจ้าของที่นี่ เป็นอันเข้าใจว่าสถาปัตยกรรมพระพุทธรูปเชียงใหม่ หน้าตาเหมือนคนเชียงใหม่นี่เอง คืนแรกเรานอนกันอย่างเต็มอิ่มเพราะเหนื่อยมา ตอนเช้าแว่วๆเป็นเสียงดนตรีจีนปลุกให้ตื่น พอเปิดผ้าม่านดูเห็นคนแก่มารำไทเก็กหรือเปล่าไม่รู้แต่รู้ว่าเป็นการออกกำลังกาย ที่เชียงใหม่ตอนกลางคืนอากาศดีมาก เย็นสบายถึงขั้นหนาว ไม่ต้องเปิดแอร์เลย 
 
ชื่อใหม่และไหนภาษากลาง
 
วันนี้เป็นวันเรียนดนตรีพื้นเมืองวันแรกของพวกเรา บอกเลย ว่าเห็นมีเรียนตั้งแต่เด็กตัวเล็กๆ มาก ไปจนถึงคุณย่าคุณตาคุณยายก็มาเรียนกันถ้วนหน้า  พบปะอาจารย์วันแรกมีอาจารย์หญิงและท่านอาจารย์(555+)เราไปกับ 3 คนพอดีครูก็ให้เลือกเครื่องดนตรีกันครับ 3 ชิ้นพอเล่นเป็นวงได้ ซื้อแฟ้มโน้ตและเครื่องดนตรีกันคนละชิ้น 
ระหว่างที่เรียนในวันนั้นขอให้ทุกคนนึกถึงบรรยากาศตอนเราได้เป็นนักเรียนใหม่ บรรยากาศเหมือนกับว่าย้ายโรงเรียน แล้วกลายมาเป็นเด็กใหม่ของเพื่อนๆ พวกเราเคอะเขินมาในการซ้อมและเรียน ไม่มีใครพูดกลางกับเราสักคนเดียวทุกคนพูดคำเมืองหมด พวกเราได้ชื่อใหม่ว่า ละอ่อนแม่หญิง (เป็นทั้งละอ่อนเป็นทั้งแม่หญิงเลยวุ้ย)
ในความเข้าใจของฉันถ้าแปลเป็นภาษากลางน่าจะแปลว่าเด็กผู้หญิง สวนเพื่อนผู้ชายของฉันชื่อว่าละอ่อน เฉยๆ
มีคนพูดคุยกับเรามากมายส่วนมากแล้วจะเป็นคนแก่ๆ เราเรียนกันแค่ครึ่งวันบ่ายเท่าั้นั้น พอท้ายชั่วโมงครูจะให้แต่ละคนออกมาแสดงผลงานที่ได้เรียนไปในวันนี้ แต่ละกลุ่มทั้งเด็กและคนแก่ ดูมีความสุขที่จะได้แสดงผลงาน เลือกเพลงที่ต่างคนก็คิดว่าเพราะ และเล่นได้ดี ทุกคนที่ออกไปแสดงผลงานไม่มีความกังวลใจอยู่บนหน้าสักนิดเดียวมีแต่รอยยิ้ม เหมือนว่าได้มาเล่นดนตรีกับเพื่อนๆ คนแก่ดูมีความสุขกันมาก บางคนอาจจะเล่นได้ไม่ดี ไม่เพราะ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกแย่ ทุกคนได้รับเสียงปรบมือเหมือนกันหมด มีความชื่นชมยินดีให้กันแม้ว่าจะเล่นไม่ดีก็ตาม และเราสามคนซึ่งมาเรียนในกรณีพิเศษ(เคยเรียนวิชาเลือกกันมาอยู่แล้วต่อยอด) ครูก็ให้ออกไปแสดง ตอั้นบอกคำเดียวว่าไม่อยากออกไปเท่าไร อายและก็ตั้งแต่เข้ามาเรียนทุกคนก็ดูจะจับจ้องพวกเรามากอยู่เหมือนกัน ที่ครูเอาใจใส่เนื่องจากเวลาจำกัดและต้องการที่จะนำสิ่งเหล่านี้ไปถ่ายทอดต่อ  พวกเราไม่ได้ลือกเพลงเลย สักนิดเดียวทุกๆเสียงรอบข้างทั้งที่เรียกขานเราด้วยศัพท์ใหม่ต่างก็ให้กำลังใจกับพวกเราว่าไม่เป็นไรหรอกสักเพลงก็ยังดี เราเลยเลือกเพลงล่องแม่ปิงที่คุ้นหูกันอยู่ แต่วิธีการเล่นและโน้ตก็ต่างกันออกไป พอเราเล่นจบครูก็ให้คำแนะนำกับเรา 3 คน แต่ก็เกิดความสงสัยให้กับคนที่มาเรียนทุกๆคนว่าทำไมพวกเราถึงใช้เวลาหัดเพียงวันเดียวแล้วเล่นได้เลย ความสงสัยล้นปรี่ จนมีผู้กล้าถามครู ครูเลยตอบแทนพวกเราว่าพวกเราพอมีพื้นฐานอยู่บ้างแล้วมาเรียนด้วยวัตถุประสงค์อะไร และเนื่องจากที่วัดมีสอนแค่เสาร์-อาทิตย์และมีแค่ตอนบ่าย วันจันทร์-ศุกร์เราเลยต้องนั่งรถไปเรียนที่บ้านครู
 
อาหารหลักที่เปลี่ยนไป
 
โดยปกติแล้ว อาหารหลักคือข้าวสวย ร้านข้าวแกงอะไรต่อมิอะไร มื้อเช้าของเรา เมื่อ 2 วันที่ผ่านมาอาหารหลักของเราคือ ร้านข้าวแกง 1 เดียว มีเพียงร้านเดียวใกล้ที่ราคาดูทานได้และจะอยู่รอดจนถึงวันกลับ อาหารหลักที่ทานเป็นและรู้จักคือ ไส้อั่ว กับข้าวเหนียว เพราะไปทีไรๆก็ไม่เคยมีข้าวสวยเลยสักครั้ง ทำให้เรารู้โดยสัญชาตญาณว่าคนเชียงใหม่กินข้าวเหนียวเป็นส่วนใหญ่ และเป็นอาหารหลักด้วยโดยเฉพาะไส้อั่ว ที่เหมือนจะหลายเป็นกับข้าว ซึ่งข้าวเหนียวแล้วนานๆทีจะกินสักครั้งไส้อั่วก็อาจจะทานเล่น แต่กลายเป็นของหลักของเราซะงั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาหลวงพ่อท่านเอามาม่าและน้ำยาขัดห้องน้ำมาให้ เราไม่เข้าใจความหมายหรอกว่าทำไมต้องมีมาม่า จนวันจันทร์ วันนี้เราจึงเข้าใจว่าวันจันทร์ร้านอาหารย่านนั้นปิดทุกร้านไป ทีแรกก็ไม่เข้าใจหรอกว่า วันนี้วันอะไรวะทำไมไม่มีร้านข้าวเปิดเลย   จนเวียนมาถึงอีกจันทร์หนึ่งจึงถึงบางอ้อว่า วันจันทร์คงฝากท้องได้แค่เซเว่นไม่ก็มาม่าหลวงพ่อเท่านั้นแหละ
 
คนเชียงใหม่นี้สุนทรีย์
 
การไปบ้านครูนั้นเราจะต้องเดินออกมาโบกรถแดงที่ถนนใหญ่ เดินผ่านซอยที่มีร้านอาหารสำหรับฝรั่ง อาบ นวด สปา ต่างๆนานา ครูบอกว่า เราต้องผ่านกาดสวนแก้วด้วย เลย มช . ใช่กาดสวนแก้วเปล่าจำบ่ได้ รู้ว่าผ่านหลายกาด และก็มุกเดิมของเรา ซาวบาท ไปถึงบ้านครูก็เหมือนเป็นที่ชุมนุมคนแก่ ก็เหล่าลุงป้าน้าอาที่เรียนกัน นั้นแหละเหมือนมานัดชุมนุมเล่นดนตรีที่บ้านครู เริ่มมีคนพูดคุยกันมากขึ้น ตลอดทางที่ผ่านมาเห็นเด็กเล็กหลายคนแบกซึงซะล้อ ราวกับเป็นกีต้าร์อาจไปเรียนคนละที่ก็ได้ เกลื่อนถนนไปหมด ทำให้เกิดความรู้สึกหนึ่งกับเราคือ คนแก่ที่เมืองนี้ไม่เหงาเลย เครื่องดนตรีพื้นเหมืองของที่นี่ก็ราวกับเป็นภาษาคำเมืองที่ใครก็พูดได้เล่นได้ ไม่แปลกไม่พิเศษอะไร ไม่ใช่เรื่องน่าอายกับของโบราณ รักในความเป็นตัวเอง ทั้งภาษาและวัฒนธรรม อาจมีวัฒนธรรมหลายอย่างที่มาจากตะวันตกงอกงามขึ้นที่เชียงใหม่เมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ แต่วัฒนธรรมของผู้คนที่นี่ไม่ได้เสื่อมถอยลงไปเลย  ขากลับวันนี้พวกเรามีคนมาส่ง คนที่เรียนด้วยกันอาสามาส่งพูดคุยกับพวกเราและเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเราด้วย  พวกเราเริ่มคุ้นชินกับภาษาถิ่นของเชียงใหม่ฟังรู้เรื่องเข้าใจและตอบโต้ได้บ้างแล้ว เราก็ไปเรียนแบบนี้ทุกวันแต่โชคไม่ดีที่จะมีคนมาส่งทุกวันหรอก วันนี้นั่งรถแดงกลับเองเราต่อ ซาวบาทเหมือนเดิม แต่เราได้เจอเด็กเจียงใหม่แต๊ๆต่อ 15 บาท คนขับรถก็ให้ขึ้น 555 ตกลงรถแดงราคาถูกอยู่ที่เท่าไรนะ
 
ถนนคนเดินเชียงใหม่ 
 
แน่นอนว่ามีโอกาสมาถึง 10 วันไม่แวะคงแปลก ตุ๊เจ้าบอกให้เรามาเดินเที่ยวบ้าง อนุญาตให้กลับดึกได้แต่ไม่มาก ระยะทางไปกลับก็ 4 กิโล ขนาดไม่เดินเข้าซอยนะ มีกบปลอมร้องตลอดทางเลย ก็เป็นของแปลกตาสำหรับเราไปทั้งข้าวของที่ขาย เพลงที่ขายไม่ใช่จะมีซีดีเพลงวัยรุ่นอย่างที่เราเข้าใจกัน เค้าขายเพลงพื้นเมืองเหนือ ซะล้อซอซึง ดนตรีสากลแบบเหนือๆ เสื้อผ้าของกินของใช้เป็นแบบของเค้าทั้งนั้น นี่แหละจุดขาย ขายในสิ่งที่เมืองอื่นไม่มี ไม่เคยเห็น มีวงดนตรีเปิดหมวกมากมาย ทั้งแบบเป็นวงและแบบเดี่ยว แบบที่เล่นเพราะๆเจ๋งๆก็มี 
ตลอดเวลา 10 วันที่ผ่านมามีเรื่องวุ่นวายหลายสิ่งหลายอย่างได้เรียนรู้อะไรมากมายในการปรับตัวกับเมืองต่างถิ่นทั้งอาหารการกินภาษา วัฒนธรรม มีความสุขมาก
 
 
ส่งท้าย  จดหมายฉบับนี้ ถึงจะเขียนช้าไปหน่อยแต่ก็เขียนถึงเธอเชียงใหม่